เริ่มต้นกับกีฬาวู้ดบอล

วู้ดบอล มาจากคำว่า WOODที่แปลว่า ไม้ และ BALL คือลูกบอลกลมๆ WOODBALL จึงแปลว่า ลูกบอลที่ทำด้วยไม้ ดังนั้นกีฬาวู้ดบอล จึงเป็นกีฬาที่ใช้ไม้ตีลูกบอลให้วิ่งในสนามไปสู่ประตูที่ทำด้วยไม้ โดยนับจำนวนครั้งในการตีลูกบอล โดยผู้ที่จะชนะการแข่งขันต้องตีให้จำนวนครั้งน้อยที่สุด กีฬาวู้ดบอล (WOODBALL) กำเนิดขึ้นครั้งแรกที่ประเทศไต้หวัน

โดยมีชาวไต้หวันชื่อ Mr.Weng เป็นผู้คิดค้นประดิษฐ์ขึ้น มีการเล่นกันอย่างแพร่หลายในประเทศแถวเอเชีย และเริ่มเข้ามาเผยแพร่ สู่ประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ.2541 โดย ดร.พัฒนาชาติ กฤดิบวร นายกสมาคมวู้ดบอลแห่งประเทศไทย ดำรงตำแหน่งรองประธานสหพันธ์วู้ดบอลแห่งเอเชีย ได้นำนักกีฬาวู้ดบอลจากประเทศไทยไปเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาวู้ดบอลในประเทศต่างๆ แถบเอเชีย หลังจากนั้นประเทศไทย ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันไทยแลนด์วู้ดบอลอินวิเตชั่น ที่สนามโรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี มีนักกีฬาจากชาติต่างๆ

เข้าร่วมการแข่งขัน อาทิเช่น ประเทศไต้หวัน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ประเทศฮ่องกง ประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย เข้าร่วมการแข่งขันระหว่างวันที่ 24-29 พฤศจิกายน 2541 ซึ่งทำให้ชาวต่างชาติประทับใจและรู้จักประเทศไทยอย่างยิ่ง ในขณะนี้กีฬาวู้ดบอลกำลังเป็นที่นิยมแพร่หลายและรู้จักอย่างกว้างขวางขึ้น เพราะเป็นกีฬาที่มีทักษะการเล่นง่ายเหมาะสมกับทุกเพศทุกวัย อีกทั้งยังเป็นการฝึกสมาธิให้มั่นคงมีสายตาดีในการคาดคะเนการตีลูกให้แม่นยำ และยังนำมาซึ่งความแข็งแรงของร่างกายอีกด้วย

    เริ่มต้นกับวู้ดบอล

  1. วู้ดบอลเป็นกีฬาที่สา มารถเล่นได้ทุกเพศ ทุกวัย
  2. วู้ดบอลเป็นกีฬาที่สนุกสนานและมีการใช้ทักษะหลายอย่างในการเล่น
  3. กีฬาวู้ดบอลเป็นกีฬาที่มีวิธีการเล่นคล้ายกับกีฬากอล์ฟ
  4. กีฬาวู้ดบอลใช้อุปกรณ์การเล่นเพียง ไม้ตี ลูกวู้ดบอลและประตูเท่านั้น และสามารถเล่นได้บนพื้นหญ้าแบบใดก็ได้
  5. วู้ดบอลเป็นกีฬานันทนาการและสร้างความสัมพันธ์ในสังคมได้ดี

    อุปกรณ์

  • ไม้วู้ดบอล
  • ลูกวู้ดบอล
  • ประตูวู้ดบอล

    กฎและกติกาการเล่น

  1. การตี ให้ผู้เล่นตีลูกวู้ดบอลด้วยไม้ตีในมุมที่ถูกต้อง
  2. การนับคะแนนเมื่อผู้เล่นตีลูกวู้ดบอลด้วยไม้ผ่านเข้าประตูทั้งลูกโดยผ่านเข้าประตูด้านใดก็ได้จะถือว่าเป็นการสิ้นสุดการเล่นในเกมนั้น
  3. การตีลูกวู้ดบอลออกนอกเขต เมื่อผู้เล่นตีลูกวู้ดบอลออกนอกเขตสนามให้ผู้เล่นนำลูกวู้ดบอลกลับมาวางไว้ในระยะห่างเท่ากับ 2หัวไม้จากจุดที่ถูกตีออกไป เพื่อเริ่มเล่นใหม่อีกครั้ง
  4. การคิดคะแนนรวม ผู้ชนะการแข่งขัน คือผู้เล่นที่มีคะแนนสะสมในการตีน้อยครั้งที่สุดแต่ถ้าผู้เล่นมีคะแนนสะสมในการตีเท่ากันให้ตัดสินโดยนับคะแนนผู้ที่น้อยกว่าจากประตูก่อนจบการแข่งขัน

การออกแบบสนามวู้ดบอล สนามที่ใช้ในการเล่นกีฬาวู้ดบอลสามารถใช้สนามหญ้าแบบใดก็ได้ โดยให้มีความกว้างประมาณ 2 – 10 เมตร และความยาวประมาณ 20 – 80 เมตร และให้ตั้งประตูไว้อีกด้านหนึ่งของสนาม โดยกำหนดให้เส้นเริ่มต้นอยู่ในฝั่งตรงกันข้ามกับประตู แต่ละสนามให้กำหนดขอบเขตที่ชัดเจน การแข่งขันกีฬาวู้ดบอลโดยทั่วไปจะกำหนดให้มี 12 ประตู ซึ่งความยาวของสนามรวมแล้วไม่น้อยกว่า 500 เมตรกติกาการแข่งขัน WOOD BALL

    การจัดทีมการแข่งขัน
ใน 1 ทีม ประกอบด้วย

  • ผู้จัดการทีม
  • ผู้ฝีกสอน
  • ผู้ควบคุมทีม
  • หัวหน้าทีม
  • นักกีฬา
  • นักกีฬา 4-8 คน (รวมหัวหน้าทีม) และนักกีฬาลงแข่งขัน 4-6 คน คิดคะแนนจากผู้เล่นที่ทำคะแนนได้ดีที่สุด 4 คน
  • นักกีฬาที่ไม่ได้ลงชื่อในทีมแข่งขันไม่มีสิทธิ์ลงทำการแข่งขัน

    ประเภทการแข่งขัน

  1. ประเภททีม คิดคะแนนจากผู้เล่น 4 คน ที่ทำคะแนนได้ดีที่สุด
  2. ประเภทบุคคล คิดคะแนนแต่ละบุคคล
  3. ประเภทคู่ผสม ผู้เล่นชาย 1 คน หญิง 1 คน ตีลูกคนละ 1 ครั้งสลับกันไป

    ลำดับการเล่น (ในแต่ละชุดที่ลงทำการแข่งขัน)

  1. เรียงลำดับคนแรกเริ่มตีก่อน ในสนามแรกตามใบบันทึกคะแนนและเรียงลำดับจนครบทุกสนาม
  2. สนามที่ 2 เริ่มตีจากลำดับที่ 2 ตีเป็นคนแรกและเรียงตามลำดับ
  3. สนามต่อไป เช่นเดียวกันกับข้อ 3.2

    หน้าที่กรรมการผู้ตัดสิน

  1. เช็ครายชื่อผู้เล่นและอุปกรณ์การแข่งขัน
  2. นำผู้เล่นไปยังสนามและขานชื่อผู้เล่นทุกครั้ง
  3. ประกาศและสรุปคะแนนของผู้เล่นแต่ละสนาม
  4. บันทึกผลการแข่งขันลงในใบบันทึกคะแนน
  5. ตรวจเช็คผลการแข่งขันพร้อมทั้งให้ผู้เล่นเซ็นชื่อหลังการแข่งขันสิ้นสุดลงในแต่ละสนาม เพื่อยืนยันผลการแข่งขัน
  6. กรรมการผู้ตัดสินอยู่ด้านหน้าข้างสนามที่ไม่กีดขวางการเล่น
  7. กรรมการผู้ตัดสินควรยืนอยู่ในตำแหน่งที่สามารถเห็นลักษณะการตีของผู้เล่นแต่ละคนและทิศทางที่ลูกบอลถูกตีไปได้อย่างชัดเจน

ลำน้ำโขงในโมงยามของความเปลี่ยนแปลง

สายน้ำโขงเป็นลำน้ำหลักที่หล่อเลี้ยงผู้คนบนแผ่นดินเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาไม่ขาดสาย เป็นแหล่งก่อกำเนิดทั้งวิถีชีวิตของผู้คน เศรษฐกิจ และการเดินทางไปมาหาสู่ ลำน้ำโขงยังเป็นพรมแดนธรรมชาติที่กำหนดขอบเขตของอาณาจักรและรัฐชาติมาแต่ครั้งบรรพกาล แม้ผู้คนในประเทศลุ่มน้ำโขงจะหลากหลาย แต่ก็ล้วนเป็นเครือญาติ และมีความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมสืบต่อกันมายาวนาน ในโมงยามของความเปลี่ยนแปลงของกระแสโลก ประเทศในลุ่มน้ำโขงต้องรับมือกับความผันแปรของอุดมการณ์การเมือง กระแสเงินทุน และยุทธศาสตร์ทางภูมิรัฐศาสตร์ของเหล่าชาติมหาอำนาจที่หวังจะมาลงทุนแสวงหาผลประโยชน์ทางธุรกิจ โอกาสและความท้าทายมากมายที่อยู่ในความเปลี่ยนแปลงของลุ่มน้ำโขงแห่งนี้รอให้เราค้นหา

                              เหล่าเด็กและหนุ่มสาวแห่งลำน้ำโขง
ภาวะสงครามเพื่อกอบกู้เอกราชและสงครามกลางเมืองตั้งแต่ทศวรรษที่ 1930-1980 ทำให้ประชากรของประเทศต่างๆ ในลุ่มน้ำโขง ยกเว้นประเทศไทย ล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมาก และเมื่อสงครามสิ้นสุดลงจึงเกิดการเร่งเพิ่มประชากรเพื่อทดแทนผู้คนที่เสียชีวิตไป ประเทศในลุ่มน้ำโขงทั้งลาว กัมพูชา เวียดนาม และพม่า ต่างมีประชากรวัยเด็กและหนุ่มสาวมากกว่าวัยทำงานหรือผู้สูงอายุ พวกเขาเปี่ยมไปด้วยกำลังแห่งความหวังที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เปิดรับวิทยาการ เทคโนโลยี และวัฒนธรรมใหม่ๆ เข้าสู่วิถีชีวิตได้ง่ายกว่าผู้คนสูงวัยที่ผ่านการเรียนรู้กรอบความคิดเดิมๆ ในยุคสงครามเย็น

Mekong-Subregion-GMS2.jpg

ในลาวและกัมพูชา ประชากรที่อายุต่ำกว่า 25 ปีถือเป็นร้อยละ 70 ของจำนวนประชากรทั้งหมด ส่วนในเวียดนามครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรคือเยาวชน โครงสร้างประชากรวัยรุ่นหนุ่มสาวจำนวนมากนี้ ทำให้อุปสงค์ด้านการศึกษาสูงขึ้น ในนครใหญ่ของประเทศอินโดจีนฝรั่งเศสเดิม ทั้งเวียงจันทน์ สะหวันนะเขต พนมเปญ เสียมเรียบ ฮานอย และโฮจิมินห์ซิตี้ มีการจัดตั้งสถาบันการศึกษาเอกชนเพื่อรองรับเด็กและวัยรุ่นเหล่านี้ให้มีสถานที่เรียนและต่อยอดวุฒิการศึกษาเพื่อรองรับตำแหน่งงานใหม่ หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนส่งพนักงานของตนไปศึกษาเพิ่มเติมยังต่างประเทศเพื่อกลับมาบริหารงานระดับสูงตั้งแต่ยังหนุ่มสาว ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะพบหัวหน้าหน่วยงานรัฐหรือหัวหน้าแผนกในองค์กรธุรกิจที่อายุยังไม่ถึง 30 ปี

โครงสร้างประชากรหนุ่มสาวที่พร้อมเปิดรับเทคโนโลยีและความคิดใหม่ๆ นี้ ทำให้การเข้าถึงสื่อสมัยใหม่เพื่อการพาณิชย์เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ลาว กัมพูชา และเวียดนาม สามารถเปิดใช้เครือข่ายโทรศัพท์มือถือแบบ 3G ได้ตั้งแต่ปี 2007 และระบบ 4G ในปี 2012 โดยพื้นที่การใช้งานครอบคลุมทั่วประเทศค่อนข้างสมบูรณ์ แม้ว่าลาวและเวียดนามตอนเหนือจะมีภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนก็ตาม เมื่อการสื่อสารเป็นไปได้อย่างสะดวก การพัฒนาประเทศจึงย่อมทำได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม

Mekong-Subregion-GMS3.jpg

อุปสรรคสำคัญในการพัฒนาหนุ่มสาวเหล่านี้คือโครงสร้างทางการเมืองแบบเก่าที่ตามไม่ทันเทคโนโลยีและวิสัยทัศน์ของประชากรยุคใหม่ เวียดนามปิดกั้นโซเชียลมีเดียต่างๆ อย่างเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ แต่ชาวเวียดนามก็มีหนทางลอดการปิดกั้นของภาครัฐ จนกระทั่งปี 2014 รัฐบาลเวียดนามจึงเปลี่ยนนโยบายและเปิดให้ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กได้ เพราะเห็นว่าจะมีประโยชน์มากกว่า ในลาว ภาครัฐที่นำโดยนักปฏิวัติและแกนนำพรรคยุคเก่าไม่สามารถติดตามและทำความเข้าใจสื่อใหม่ให้ทันได้จึงยังเปิดให้ใช้โดยเสรี แต่มีการออกรัฐบัญญัติเพื่อควบคุมการใช้ในทางที่ผิด ซึ่งชาวลาวเห็นว่าไม่เป็นผลเพราะไม่มีสภาพบังคับใช้หรือจับมาลงโทษใดๆ ในกัมพูชาซึ่งเป็นประเทศประชาธิปไตย หน่วยงานรัฐและภาคการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ต่างใช้สื่อใหม่นี้ให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองไม่ต่างกับในประเทศไทย ในขณะเดียวกันพม่าที่เพิ่งเปิดให้มีการบริการโทรศัพท์มือถือและข้อมูลเป็นการทั่วไปเมื่อปลายปี 2014 พบว่ายอดการใช้งานทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในกลุ่มคนยุคใหม่ ซึ่งคาดว่าจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนแปลงทั้งด้านพฤติกรรมการบริโภค สังคม และการเมืองต่อไป

                                 การทะยานขึ้นของชนชั้นกลางใหม่
รายได้ต่อหัวของประชากรที่สูงขึ้นมากกว่า 10 เท่าหลังการเปิดประเทศของลาวและเวียดนาม และการพัฒนาผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง ทำให้ประเทศยากจน (Poor Country) ที่เคยอยู่ใต้เส้นแบ่งความยากจน เลื่อนขึ้นเป็นประเทศที่มีรายได้ระดับกลางค่อนข้างต่ำ (Low-Middle Income Country) กำลังซื้อและความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลช่วยปรับปรุงสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนให้ดีขึ้นกว่าเดิม ทั้งบ้านเรือนที่เปลี่ยนจากกระท่อมหรือบ้านไม้ให้เป็นบ้านอิฐก่อปูน เครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องอำนวยความสะดวกสมัยใหม่ เครื่องมือสื่อสารและการเข้าถึงเครือข่ายโทรคมนาคม จนถึงการเลือกซื้อสินค้าโดยเน้นคุณภาพการใช้งานมากกว่าราคาหรือปริมาณ

Mekong-Subregion-GMS4.jpg

ในอีกแง่หนึ่ง เหล่าทายาทของชาวลุ่มน้ำโขงที่แตกสานซ่านกระเซ็นไปตั้งแต่ครั้งสงครามกลางเมือง และอพยพไปใช้ชีวิตในประเทศตะวันตก ต่างเติบโตและมีความมั่นคงในหน้าที่การงาน มีรายได้มากขึ้นเมื่อเทียบกับค่าครองชีพในแต่ละประเทศ พวกเขาสามารถส่งเงินทองกลับมาหาญาติพี่น้องที่ยังเหลืออยู่ หลายประเทศมีนโยบายต้อนรับลูกหลานที่ไปเติบโตยังแผ่นดินโพ้นทะเลให้กลับมาร่วมพัฒนาชาติ ไม่ว่าจะเป็นลาวนอก เหวียตเกี่ยว (ชาวเวียดนามโพ้นทะเล) ม้งลาว หรือเขมรพลัดถิ่น โดยภาครัฐยินยอมคืนกรรมสิทธิ์ที่ดินของบรรพบุรุษซึ่งเคยครอบครองอยู่เดิมให้แก่ทายาทหากมีเอกสารสิทธิ์มาอ้าง กระแสเงินไหลเข้าจากผู้อพยพเหล่านี้เองที่ช่วยให้คุณภาพชีวิตของญาติพี่น้องในประเทศดีขึ้น เกิดการบริโภคมากขึ้น รวมถึงมีการเดินทางมากขึ้นตามลำดับ

ระดับการศึกษาที่เพิ่มสูงขึ้นก็เป็นปัจจัยเร่งให้เกิดชนชั้นกลางใหม่ในเมืองใหญ่ จากเดิมที่ประชากรส่วนใหญ่จบเพียงชั้นประถมศึกษา หรือไม่ได้จบการศึกษา ปัจจุบันเยาวชนกว่าร้อยละ 70 ได้รับการศึกษาถึงชั้นมัธยมศึกษา สามารถหางานที่ใช้ความสามารถสูงขึ้น อ่านออกเขียนได้ไม่ใช่เพียงภาษาแม่ แต่ยังรวมถึงภาษาที่สองและภาษาที่สาม ซึ่งอาจเป็นทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาจีน ภาษาเวียดนาม หรือภาษาไทย ทำให้ชนชั้นกลางใหม่เหล่านี้มีศักยภาพในการทำงานกับองค์การข้ามชาติหรือเดินทางไปแสวงหางานในประชาคมอาเซียนได้

Mekong-Subregion-GMS7.jpg

สิ่งที่ทำให้ชนชั้นกลางใหม่ของประเทศอินโดจีนเหล่านี้แตกต่างจากชนชั้นกลางในประเทศที่พัฒนามาก่อนแล้ว คือช่วงวัยเจริญพันธุ์และการสมรส ในลาว กัมพูชา และเวียดนาม ไม่เป็นเรื่องแปลกที่จะพบว่าหนุ่มสาวคบหากันตั้งแต่ยังศึกษาชั้นมัธยมปลาย เมื่อจบการศึกษาก็จะสมรสกันทันที และมีบุตรหลังสมรสไม่นาน ต่างจากประเทศตะวันตก ญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งประเทศไทย ที่หนุ่มสาววัยทำงานทิ้งระยะห่างยาวนานหลังสำเร็จการศึกษาก่อนที่จะสมรสและมีบุตร ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าจำนวนประชากรของประเทศเหล่านี้ยังต่ำเมื่อเทียบกับขนาดพื้นที่และทรัพยากรของประเทศ การอยู่เป็นครอบครัวขยายทำให้ปู่ย่าตายายยังสามารถเลี้ยงดูสมาชิกครอบครัววัยเด็กแทนพ่อแม่ที่ออกไปทำงานได้ แนวโน้มนี้ทำให้ตลาดสินค้าเพื่อเด็กขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพราะเด็กที่เกิดในครอบครัวจะได้รับการดูแลเอาใจใส่ เนื่องจากมีกำลังซื้อจากผู้อาวุโสในครอบครัวอย่างเต็มที่

Mekong-Subregion-GMS5.jpg

การเปิดห้างสรรพสินค้าใหม่ในนครหลวงต่างๆ เช่น เวียงจันทน์เซ็นเตอร์ อิออน มอลล์ พนมเปญ และโฮจิมินห์ซิตี้ เป็นหลักหมุดที่ชี้วัดว่ากำลังซื้อของชนชั้นกลางยุคใหม่เกิดขึ้นเพียงพอที่จะบริโภคสินค้าแบรนด์ชั้นนำ หรือใช้บริการระดับดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโรงภาพยนตร์หรือการละเล่นต่างๆ ในประเทศของตนเอง ไม่ใช่แค่เพียงการข้ามแดนไปซื้อสินค้าหรือรับบริการจากไทยเหมือนแต่ก่อน นักธุรกิจที่มองเห็นโอกาสนี้จึงเร่งรีบเข้ามาเพื่อให้เข้าถึงพวกเขาได้ก่อนใคร

                                          เค้กก้อนใหญ่ที่กำลังถูกแบ่ง
ประชากรจำนวนกว่า 230 ล้านคนในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง (ไม่รวมจีนตอนใต้) ที่กำลังเติบโตเป็นชนชั้นกลางใหม่กลายเป็นเป้าหมายสำคัญในการทำตลาดของประเทศต่างๆ ที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติที่ยังบริสุทธิ์และไม่ถูกสำรวจเนื่องจากภาวะสงครามกลางเมือง ไม่ว่าจะเป็นเหมืองทองคำ อัญมณี เหมืองทองแดง แร่เหล็ก ดีบุก และป่าไม้ในลาวและพม่า แหล่งปิโตรเลียมในเขตชายฝั่งของกัมพูชาและเวียดนาม รัฐบาลนานาชาติใช้ความช่วยเหลือในกิจการต่างๆ เพื่อแลกกับการรับสัมปทาน โดยผู้เล่นใหญ่ในการแบ่งเค้กครั้งนี้มีจีนแผ่นดินใหญ่เป็นหัวหอกสำคัญ ตามด้วยไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และยุโรป ส่วนไทยและเวียดนามซึ่งเป็นเจ้าถิ่นต่างก็ช่วงชิงโอกาส โดยอาศัยความใกล้ชิดจากการเป็นเพื่อนบ้านและความสะดวกในการขนส่งเป็นข้อได้เปรียบ

Mekong-Subregion-GMS8.jpg

สาธารณรัฐประชาชนจีนอาศัยความใกล้ชิดที่มีพรมแดนติดกันและเป็นส่วนหนึ่งของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาและการรับสัมปทานโครงการต่างๆ โดยแลกกับเงินอุดหนุนและการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ  ทั้งทางหลวงใหม่ อาคารสำนักงานของรัฐ และระบบไฟฟ้า โดยตั้งแต่ปี 2008 จีนแผ่นดินใหญ่กลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลอย่างยิ่งต่อกระแสการพัฒนาประเทศลุ่มน้ำโขง โครงการก่อสร้างต่างๆ เกินกว่าครึ่งล้วนอยู่ในความดูแลของบริษัทก่อสร้างจากจีน โดยสิ่งที่บริษัทจีนที่ได้รับสัมปทานเหล่านั้นนำมาด้วยไม่ใช่แค่ทุน แต่ยังรวมถึงแรงงานและวัสดุอุปกรณ์จากจีนด้วย ทำให้ประเทศผู้ให้สัมปทานได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่เสียไปในรูปแบบเงินกู้ หลายครั้งยังเกิดเหตุบริษัทจีนละทิ้งงานหรือก่อมลภาวะในพื้นที่โดยไม่มีการเยียวยาให้แก่ประชาชน เช่น การทิ้งสารพิษลงในเหมืองทองแดงที่เซโปนของลาวในปี 2013

เวียดนามและไทยมีขนาดเศรษฐกิจและองค์กรเอกชนที่แข็งแกร่ง สามารถเข้ามารับงานพัฒนาได้ทั้งในประเทศของตนและประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตาม ประชาชนและฝ่ายการเมืองบางส่วนในลาวและกัมพูชาหวาดระแวงว่าเวียดนามจะเข้ามากลืนชาติของพวกเขา  ขณะที่ไทยก็ไม่ได้รับความน่าเชื่อถือเพียงพอจากภาวะทางการเมืองที่วุ่นวายและเอาแน่เอานอนไม่ได้มาตลอดเกือบสิบปี การลงทุนจากเวียดนามมักจะทับซ้อนและขบเหลี่ยมกันกับการลงทุนของจีน ไม่ว่าจะเป็นการรับสัมปทานป่าไม้ เหมืองแร่ หรือการก่อสร้าง แต่ไทยนั้นแตกต่างออกไป โดยการลงทุนใหญ่ของไทยมาจากการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้า ห้างสรรพสินค้า โรงแรม เช่น บริษัทกลุ่มเซ็นทรัล (Central Group)  ที่เข้าไปลงทุนในเวียดนาม หรือสถานบันเทิงอย่างเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ที่ร่วมทุนทำโรงภาพยนตร์ในเวียงจันทน์และพนมเปญ

Mekong-Subregion-GMS6.jpg

ช่องว่างจากความไม่ไว้ใจจีน เวียดนาม และไทย เป็นจุดที่ญี่ปุ่นเข้ามาชดเชยและแทรกแซง ภาพลักษณ์ของญี่ปุ่นมีความน่าเชื่อถือและไว้ใจได้สูง อาศัยอำนาจอ่อน (Soft Power) ทางวัฒนธรรมเพื่อเข้ามามีบทบาท ญี่ปุ่นนำเสนอการรุกทางวัฒนธรรมอย่างเข้มข้นด้วยการให้ทุนศึกษาดูงานแก่เยาวชน ส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนภาษาญี่ปุ่น สร้างศูนย์ภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่นตามมหาวิทยาลัย และนำวัฒนธรรมร่วมสมัย อย่างเกม การ์ตูน คอสเพลย์ เพลงเจ-ป๊อปและเจ-ร็อก มาสร้างทัศนคติที่ดีต่อเยาวชนซึ่งส่งผลถึงครอบครัวด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กและวัยรุ่นที่มีเวลาว่างและเงินมากพอจะสนใจวัฒนธรรมเหล่านี้ ซึ่งเป็นทายาทของผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองในวงสังคมรุ่นใหม่ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนและวางแผนโครงสร้างต่างๆ แบบให้เปล่า เช่น การวางระบบรถเมล์ในนครหลวงเวียงจันทน์ สนับสนุนทุนขยายสนามบินวัดไต การสร้างสะพาน “สึบาสะ” ข้ามแม่น้ำโขงใกล้กรุงพนมเปญ เป็นต้น โดยญี่ปุ่นได้ยึดพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษต่างๆ เป็นฐานการผลิตใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากการประท้วงของจีนในกรณีความขัดแย้งทางการเมืองและประวัติศาสตร์ด้วย

ออสเตรเลียเป็นอีกหนึ่งประเทศที่คนทั่วไปไม่คิดว่าจะมีบทบาทต่ออนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง แต่กลับเข้ามามีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้ง การสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งแรกได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลออสเตรเลีย เพื่อจุดประสงค์แฝงคือการรับสัมปทานแร่ทองแดงในลาวและขนส่งผ่านประเทศไทย ออสเตรเลียมีความเชี่ยวชาญด้านเหมืองแร่สูงและทรัพยากรแร่ธาตุในลาวและเวียดนามยังเหลืออยู่มาก รวมถึงในปี 2014 ออสเตรเลียได้จ่ายเงินให้กับรัฐบาลกัมพูชามากกว่า 31 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อตอบแทนการดูผู้อพยพหนีเข้าเมือง ซึ่งได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง

Mekong-Subregion-GMS10.jpg

                                  การขนส่งและเดินทางรูปแบบใหม่
ความสำคัญของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงที่ทำให้นานาชาติสนใจอีกข้อหนึ่ง คือการเป็นจุดกึ่งกลางระหว่างสองอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่อย่างจีนและอินเดีย เป็นจุดที่พักระหว่างทางของการขนส่งทางเรือจากซีกโลกตะวันตกมายังตะวันออก และเป็นทางออกทะเลของจีนตอนใต้และตะวันตกส่วนใน มุมมองการพัฒนาด้านการขนส่งคมนาคมทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงจึงน่าสนใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าด้านอื่นๆ

การวางโครงข่ายรถไฟจากตะวันตกคือพม่าไปยังตะวันออกคือเวียดนาม และจากทางเหนือคือจีนลงมาสู่สิงคโปร์ในตอนใต้ เป็นแผนที่มีมายาวนานตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 แต่ด้วยปัจจัยทางการเมืองและภูมิศาสตร์ที่ต้องผ่านประเทศและเทือกเขามากมาย ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ จนมาถึงปัจจุบันที่แนวคิด East-West Corridor และ North-South Corridor ได้ถูกปัดฝุ่นขึ้นอีกครั้งจากความร่วมมือของประชาคมอาเซียนในภาคพื้นทวีป ที่จะประสานการเดินทาง หลากรูปแบบเข้าด้วยกันให้เป็นหนึ่ง ช่วยให้การขนส่งสินค้าและผู้คนสะดวกยิ่งขึ้นทั้งจากทางเหนือ-ใต้และตะวันออก-ตะวันตก ลดเวลาและค่าใช้จ่าย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความคุ้มค่าให้แก่ทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ

Mekong-Subregion-GMS11.jpg

จีนเป็นหัวเรือใหญ่ในการสนับสนุนแนวคิดนี้ โดยเสนอให้ทำรถไฟเชื่อมต่อกันจากโครงข่ายรถไฟจีนที่คุนหมิงจรดสิงคโปร์ ทั้งนี้การเสนอโครงการมีมาตั้งแต่ปี 2011 หากแต่ความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทยซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของโครงข่าย ทำให้ความหวังนี้ต้องเลื่อนออกไปโดยไม่มีกำหนด เช่นเดียวกันกับแนวทางหลวงขนาดใหญ่หรือมอเตอร์เวย์ที่จะเชื่อมท่าเรือทวายของพม่าเข้ากับท่าเรือดานังของเวียดนาม ก็หยุดชะงักอยู่ที่ส่วนของประเทศไทยเช่นกัน

การเดินทางทางอากาศนั้นได้ทวีความสำคัญมากขึ้นในภูมิภาค นับตั้งแต่การกำเนิดของสายการบินต้นทุนต่ำ นำโดยสายการบินแอร์เอเชียของมาเลเซีย ผู้คนจึงไปมาหาสู่กันและท่องเที่ยวด้วยเครื่องบินมากขึ้น แต่ละประเทศขยายสนามบินทั้งสนามบินนานาชาติหลักและสนามบินในหัวเมืองรอง จำนวนผู้โดยสารในแต่ละปีของชาติต่างๆ ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 8 มีสายการบินใหม่เกิดขึ้นและแข่งขันกันมากมายเพื่อให้บริการภายในภูมิภาคและข้ามภูมิภาค ทั้งลาวเซ็นทรัลแอร์ไลน์ แอร์บากัน เวียดเจ็ทแอร์ นกแอร์ อังกอร์แอร์ เจ้าตลาดเดิมอย่างการบินไทยและเวียดนามแอร์ไลน์จึงต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

                                พญามังกร พญาคชสาร และพญาอินทรี
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นจุดบรรจบกันระหว่างมหาอำนาจหลักของโลก คือจีนในทางเหนือ และอเมริกาซึ่งมีกองเรือแปซิฟิกที่ 7 รวมถึงอำนาจทางเศรษฐกิจมหาศาลครอบงำอยู่ ในทางตะวันตก อินเดียที่ตื่นขึ้นจากการหลับใหลได้รุกเข้าหาและสร้างสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ ในลุ่มน้ำโขงในฐานะเพื่อนบ้านใกล้เคียง การรักษาสมดุลในความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจเหล่านี้เป็นเรื่องไม่ง่ายที่รัฐบาลประเทศต่างๆ จะต้องรับมือ

จีนใช้อำนาจทางเศรษฐกิจและการลงทุนเข้ามาพร้อมกับแนวนโยบายรุกลงใต้ เพื่อลดทอนอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาในทะเลจีนใต้ รัฐบาลเวียดนามต้องเผชิญหน้ากับจีนโดยตรงในปัญหาเรื่องหมู่เกาะสแปรตลีย์และพาราเซล (ซีซาและหนานซาในมุมมองของจีน, เจืองซาและเฮืองซาในมุมมองของเวียดนาม) ซึ่งสนธิสัญญาป้องกันร่วมทำให้ลาวและกัมพูชาต้องสนับสนุนเวียดนามในการเจรจาและปะทะกับจีนไปด้วย สหรัฐอเมริกาจึงใช้ช่องว่างนี้เข้ามาพยายามประสานรอยร้าวที่เกิดขึ้นจากสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์ในอดีต เพื่อต่อต้านและปิดล้อมอิทธิพลของจีนในมหาสมุทรแปซิฟิก ไม่ให้คุกคามชาติพันธมิตรของสหรัฐอเมริกาอย่างฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น

ทั้งจีนและสหรัฐอเมริกาจึงต้องหันไปหาอินเดียในฐานะชาติมหาอำนาจทางประชากรและเทคโนโลยี ขณะเดียวกัน ชาติในลุ่มน้ำโขงซึ่งมีอาณาเขตติดกับจีนโดยตรงต้องรักษาสมดุลระหว่างมหาอำนาจทั้งสามไว้ให้มั่นคง เคารพในสิทธิของแต่ละฝ่าย โดยไม่ทำให้ประเทศชาติต้องเสียจุดยืนและผลประโยชน์ไปพร้อมๆ กัน

Mekong-Subregion-GMS9.jpg

                              ในโอกาสมีอุปสรรค ในอุปสรรคมีโอกาส
แม้ว่าอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงจะเพิ่งอยู่ที่จุดเริ่มต้นของการพัฒนา แต่ก็ยังมีศักยภาพมากมายรอให้เราค้นหา ธุรกิจที่มองเห็นโอกาสจะเข้าถึงอนุภูมิภาคนี้ได้ก่อน และพัฒนาเครือข่าย สร้างความเชื่อถือ ลงหลักปักฐาน และกวาดส่วนแบ่งตลาดไปได้ก่อนใคร ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนอย่างยิ่งคือกลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ซึ่งผู้ที่เดินทางไปทั่วภูมิภาคนี้มักพบป้ายของผลิตภัณฑ์อาหาร CP ในสักแห่งของเมืองที่เดินทางไปถึง

CP ใช้จุดแข็งของความเป็นไทยที่ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคให้การยอมรับ คือด้าน “อาหาร” และ “คุณภาพสินค้า” เพื่อเข้าไปทดแทนระบบการผลิตอาหารแบบดั้งเดิมด้วยระบบการเลี้ยงสัตว์และปลูกพืชแบบพันธสัญญา มีการควบคุมคุณภาพและราคาอย่างเป็นระบบ รักษาความสะอาดและดูทันสมัยในหีบห่อบรรจุเสร็จพร้อมปรุงหรือรับประทาน ตอบโจทย์ชนชั้นกลางใหม่ในประเทศลุ่มน้ำโขงที่ต้องการของดีมีคุณภาพ บริโภคได้ทันที ดูทันสมัย มากกว่าการบริโภคแบบดั้งเดิม

ไทยแอร์เอเชียเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่เข้าถึงตลาดในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงได้สำเร็จเป็น ทำให้การเดินทางทางอากาศเป็นเรื่องง่ายดาย เชื่อมต่อเมืองใหญ่ในภูมิภาคและเมืองท่องเที่ยวต่างๆ จากกรุงเทพมหานคร ทั้งย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ พนมเปญ เสียมเรียบ ฮานอย โฮจิมินห์ซิตี้ หรือนครหลวงเวียงจันทน์ผ่านจังหวัดอุดรธานีได้รวดเร็วในราคาประหยัด ผู้โดยสารสามารถเข้าถึงและจัดการทุกอย่างได้ด้วยตนเองผ่านระบบอินเทอร์เน็ต เหมาะกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีและจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองโดยไม่ต้องผ่านเอเยนต์หรือตัวแทน ให้ภาพลักษณ์เป็นสากล หากแต่ยังรักษาไว้ซึ่งความเป็นกันเองและเป็นมิตรในแบบชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างเต็มเปี่ยม

เมื่อไม่นานมานี้ เซอร์ริชาร์ด แบรนสัน ผู้ก่อตั้งเวอร์จินกรุ๊ปได้เดินทางมายังประเทศไทยและเวียดนาม และเข้าร่วมปาฐกถาในงานสัมมนาธุรกิจ Start-Up ที่ชื่อว่า Move Vietnam เซอร์ริชาร์ดได้ทวีตถึงความประทับใจในงานนี้ว่า “ไม่เคยเจออีเวนต์ที่เต็มไปด้วยผู้ประกอบการหนุ่มสาว (Young Entrepreneur) มากมาย และเต็มไปด้วยพลังมากขนาดนี้มาก่อน”

ศักยภาพและโอกาสของประเทศในลุ่มน้ำโขงยังมีอีกล้นเหลือ แม้จะมีอุปสรรคท้าทายให้ก้าวข้าม อยู่ที่ใครจะมองเห็นแล้วก้าวไปคว้ามาไว้ในมือ

ความใฝ่ฝันของข้าพเจ้า

ดิฉันเชื่อว่าเราทุกคนเกิดมาจะต้องมีความใฝ่ฝัน แต่ละคนก็มีความฝันแตกต่างกันไป บางคนใฝ่ฝันว่าโตขึ้นจะเป็นหมอ บ้างก็จะเป็นนักโปรแกรมเมอร์ หรือบางคนอาจะอยากเป็นสัตวแพทย์ เราทุกคนมีสิทธิ์ที่จะใฝ่ฝันและทำให้มันเป็นจริงได้ถ้าหากเรามีกำลังใจจากคนรอบข้างและแรงบันดาลใจที่จะทำให้ฝันเป็นจริง

ในปัจจุบันมีงานและอาชีพต่างๆมากมายให้เราเลือกที่จะทำขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกทำงานไหน ในชั้น ม.3 เชื่อว่าทุกๆคนคงมีความคิดเรื่องการศึกษาต่อว่าเราต้องการที่จะเรียนอะไร เพื่อที่จะได้ทำงานดีๆหรืองานที่เราชอบ บางคนก็อาจจะไปต่อสายอาชีพซึ่งเรียนรู้เรื่องการประกอบอาชีพโดยตรงเพื่อที่จะได้มีประสบการณ์และบางคนอาจจะเลือกเรียนต่อในสายสามัญ ซึ่งก็เป็นทางเลือกอีกทาง ความใฝ่ฝันของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน แต่ทุกคนก็มีสิทธิ์ที่จะคิดและมีสิทธิ์ที่จะทำให้ฝันนั้นเป็นจริง บางคนอาจจะฝันว่าอยากเป็นแอร์โฮสเตส

บ้างก็ฝันว่าอยากเป็นพยาบาล เป็นทันตแพทย์ หรือแม้แต่เป็นวิศวกร หรือบางคนที่ชอบอยู่ในโลกจิตนาการอาจจะอยากเป็นนักคอมพิวเตอร์กราฟฟิค บางคนอาจจะอยากเป็นครู ซึ่งทุกคนก็มีสิทธิ์ที่จะทำให้ฝันเป็นจริงได้ ถ้าหากมีความพยายาม ใฝ่รู้ใฝ่เรียน ขยัน อดทน และตั้งใจที่จะทำงานนั้นจริงๆ เมื่อเกิดความรู้สึกท้อแท้ก็จะมีกำลังใจจากครอบครัวและเพื่อนๆคอยเป็นกำลังใจให้ประสบผลสำเร็จในสิ่งที่หวัง เพื่อที่จะได้อดทนสู้ต่อไปเพื่อที่จะได้ทำงานดีๆ และเป็นงานที่ตนเองรัก ความใฝ่ฝันของฉันคือการที่จะได้เป็นครู สอนเด็กนักเรียน เพื่อที่จะได้สร้างคนดีให้แก่สังคม สอนเด็กๆให้รู้จักผิดชอบชั่วดี สิ่งไหนถูกและสิ่งไหนผิด ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข เป็นคนดีของสังคม และเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ ตอนนี้ที่ดิฉันฝันไว้คืออยากเป็นครู แต่เมื่อเรียนต่อไปในชั้นที่ยากขึ้นความใฝ่ฝันของดิฉันอาจจะเปลี่ยนไปไม่อยากที่จะเป็นครู

ซึ่งเรื่องอนาคตนั้นเราก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ หรือในอนาคตเราอาจจะไม่มีงานทำเราก็ไม่สามารถรู้ได้เหมือนกัน แต่ที่เราสามารถทำได้ตอนนี้คือ ตั้งใจเรียนและเรียนให้สูงๆ เพื่อที่จะได้ทำให้พ่อและแม่ภูมิใจ และตัวเราก็ภูมิใจด้วยเช่นกันเพราะ เกิดมาไม่เสียชาติเกิด อาจมีบางครั้งที่รู้สึกเป็น ส่วนเกิน เมื่อพี่ประสบความสำเร็จแล้วพ่อกับแม่เอ่ยบางชม ทำให้เรารู้สึกอยากให้พ่อกับแม่ชมบ้าง จึงต้องตั้งใจเรียนต่อไป

ความใฝ่ฝันของแต่ละคนไม่เหมือนกัน และทุกคนมีสิทธิ์ที่จะทำให้มันเป็นจริงได้เพียงแต่ถ้าเราสู้ต่อไป และพยายามที่ตั้งใจจะทำให้มันเป็นจริง เพียงแค่นี้ก็ทำให้พ่อและแม่ภูมิใจได้