ลำน้ำโขงในโมงยามของความเปลี่ยนแปลง

สายน้ำโขงเป็นลำน้ำหลักที่หล่อเลี้ยงผู้คนบนแผ่นดินเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาไม่ขาดสาย เป็นแหล่งก่อกำเนิดทั้งวิถีชีวิตของผู้คน เศรษฐกิจ และการเดินทางไปมาหาสู่ ลำน้ำโขงยังเป็นพรมแดนธรรมชาติที่กำหนดขอบเขตของอาณาจักรและรัฐชาติมาแต่ครั้งบรรพกาล แม้ผู้คนในประเทศลุ่มน้ำโขงจะหลากหลาย แต่ก็ล้วนเป็นเครือญาติ และมีความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมสืบต่อกันมายาวนาน ในโมงยามของความเปลี่ยนแปลงของกระแสโลก ประเทศในลุ่มน้ำโขงต้องรับมือกับความผันแปรของอุดมการณ์การเมือง กระแสเงินทุน และยุทธศาสตร์ทางภูมิรัฐศาสตร์ของเหล่าชาติมหาอำนาจที่หวังจะมาลงทุนแสวงหาผลประโยชน์ทางธุรกิจ โอกาสและความท้าทายมากมายที่อยู่ในความเปลี่ยนแปลงของลุ่มน้ำโขงแห่งนี้รอให้เราค้นหา

                              เหล่าเด็กและหนุ่มสาวแห่งลำน้ำโขง
ภาวะสงครามเพื่อกอบกู้เอกราชและสงครามกลางเมืองตั้งแต่ทศวรรษที่ 1930-1980 ทำให้ประชากรของประเทศต่างๆ ในลุ่มน้ำโขง ยกเว้นประเทศไทย ล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมาก และเมื่อสงครามสิ้นสุดลงจึงเกิดการเร่งเพิ่มประชากรเพื่อทดแทนผู้คนที่เสียชีวิตไป ประเทศในลุ่มน้ำโขงทั้งลาว กัมพูชา เวียดนาม และพม่า ต่างมีประชากรวัยเด็กและหนุ่มสาวมากกว่าวัยทำงานหรือผู้สูงอายุ พวกเขาเปี่ยมไปด้วยกำลังแห่งความหวังที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เปิดรับวิทยาการ เทคโนโลยี และวัฒนธรรมใหม่ๆ เข้าสู่วิถีชีวิตได้ง่ายกว่าผู้คนสูงวัยที่ผ่านการเรียนรู้กรอบความคิดเดิมๆ ในยุคสงครามเย็น

Mekong-Subregion-GMS2.jpg

ในลาวและกัมพูชา ประชากรที่อายุต่ำกว่า 25 ปีถือเป็นร้อยละ 70 ของจำนวนประชากรทั้งหมด ส่วนในเวียดนามครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรคือเยาวชน โครงสร้างประชากรวัยรุ่นหนุ่มสาวจำนวนมากนี้ ทำให้อุปสงค์ด้านการศึกษาสูงขึ้น ในนครใหญ่ของประเทศอินโดจีนฝรั่งเศสเดิม ทั้งเวียงจันทน์ สะหวันนะเขต พนมเปญ เสียมเรียบ ฮานอย และโฮจิมินห์ซิตี้ มีการจัดตั้งสถาบันการศึกษาเอกชนเพื่อรองรับเด็กและวัยรุ่นเหล่านี้ให้มีสถานที่เรียนและต่อยอดวุฒิการศึกษาเพื่อรองรับตำแหน่งงานใหม่ หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนส่งพนักงานของตนไปศึกษาเพิ่มเติมยังต่างประเทศเพื่อกลับมาบริหารงานระดับสูงตั้งแต่ยังหนุ่มสาว ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะพบหัวหน้าหน่วยงานรัฐหรือหัวหน้าแผนกในองค์กรธุรกิจที่อายุยังไม่ถึง 30 ปี

โครงสร้างประชากรหนุ่มสาวที่พร้อมเปิดรับเทคโนโลยีและความคิดใหม่ๆ นี้ ทำให้การเข้าถึงสื่อสมัยใหม่เพื่อการพาณิชย์เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ลาว กัมพูชา และเวียดนาม สามารถเปิดใช้เครือข่ายโทรศัพท์มือถือแบบ 3G ได้ตั้งแต่ปี 2007 และระบบ 4G ในปี 2012 โดยพื้นที่การใช้งานครอบคลุมทั่วประเทศค่อนข้างสมบูรณ์ แม้ว่าลาวและเวียดนามตอนเหนือจะมีภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนก็ตาม เมื่อการสื่อสารเป็นไปได้อย่างสะดวก การพัฒนาประเทศจึงย่อมทำได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม

Mekong-Subregion-GMS3.jpg

อุปสรรคสำคัญในการพัฒนาหนุ่มสาวเหล่านี้คือโครงสร้างทางการเมืองแบบเก่าที่ตามไม่ทันเทคโนโลยีและวิสัยทัศน์ของประชากรยุคใหม่ เวียดนามปิดกั้นโซเชียลมีเดียต่างๆ อย่างเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ แต่ชาวเวียดนามก็มีหนทางลอดการปิดกั้นของภาครัฐ จนกระทั่งปี 2014 รัฐบาลเวียดนามจึงเปลี่ยนนโยบายและเปิดให้ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กได้ เพราะเห็นว่าจะมีประโยชน์มากกว่า ในลาว ภาครัฐที่นำโดยนักปฏิวัติและแกนนำพรรคยุคเก่าไม่สามารถติดตามและทำความเข้าใจสื่อใหม่ให้ทันได้จึงยังเปิดให้ใช้โดยเสรี แต่มีการออกรัฐบัญญัติเพื่อควบคุมการใช้ในทางที่ผิด ซึ่งชาวลาวเห็นว่าไม่เป็นผลเพราะไม่มีสภาพบังคับใช้หรือจับมาลงโทษใดๆ ในกัมพูชาซึ่งเป็นประเทศประชาธิปไตย หน่วยงานรัฐและภาคการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ต่างใช้สื่อใหม่นี้ให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองไม่ต่างกับในประเทศไทย ในขณะเดียวกันพม่าที่เพิ่งเปิดให้มีการบริการโทรศัพท์มือถือและข้อมูลเป็นการทั่วไปเมื่อปลายปี 2014 พบว่ายอดการใช้งานทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในกลุ่มคนยุคใหม่ ซึ่งคาดว่าจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนแปลงทั้งด้านพฤติกรรมการบริโภค สังคม และการเมืองต่อไป

                                 การทะยานขึ้นของชนชั้นกลางใหม่
รายได้ต่อหัวของประชากรที่สูงขึ้นมากกว่า 10 เท่าหลังการเปิดประเทศของลาวและเวียดนาม และการพัฒนาผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง ทำให้ประเทศยากจน (Poor Country) ที่เคยอยู่ใต้เส้นแบ่งความยากจน เลื่อนขึ้นเป็นประเทศที่มีรายได้ระดับกลางค่อนข้างต่ำ (Low-Middle Income Country) กำลังซื้อและความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลช่วยปรับปรุงสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนให้ดีขึ้นกว่าเดิม ทั้งบ้านเรือนที่เปลี่ยนจากกระท่อมหรือบ้านไม้ให้เป็นบ้านอิฐก่อปูน เครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องอำนวยความสะดวกสมัยใหม่ เครื่องมือสื่อสารและการเข้าถึงเครือข่ายโทรคมนาคม จนถึงการเลือกซื้อสินค้าโดยเน้นคุณภาพการใช้งานมากกว่าราคาหรือปริมาณ

Mekong-Subregion-GMS4.jpg

ในอีกแง่หนึ่ง เหล่าทายาทของชาวลุ่มน้ำโขงที่แตกสานซ่านกระเซ็นไปตั้งแต่ครั้งสงครามกลางเมือง และอพยพไปใช้ชีวิตในประเทศตะวันตก ต่างเติบโตและมีความมั่นคงในหน้าที่การงาน มีรายได้มากขึ้นเมื่อเทียบกับค่าครองชีพในแต่ละประเทศ พวกเขาสามารถส่งเงินทองกลับมาหาญาติพี่น้องที่ยังเหลืออยู่ หลายประเทศมีนโยบายต้อนรับลูกหลานที่ไปเติบโตยังแผ่นดินโพ้นทะเลให้กลับมาร่วมพัฒนาชาติ ไม่ว่าจะเป็นลาวนอก เหวียตเกี่ยว (ชาวเวียดนามโพ้นทะเล) ม้งลาว หรือเขมรพลัดถิ่น โดยภาครัฐยินยอมคืนกรรมสิทธิ์ที่ดินของบรรพบุรุษซึ่งเคยครอบครองอยู่เดิมให้แก่ทายาทหากมีเอกสารสิทธิ์มาอ้าง กระแสเงินไหลเข้าจากผู้อพยพเหล่านี้เองที่ช่วยให้คุณภาพชีวิตของญาติพี่น้องในประเทศดีขึ้น เกิดการบริโภคมากขึ้น รวมถึงมีการเดินทางมากขึ้นตามลำดับ

ระดับการศึกษาที่เพิ่มสูงขึ้นก็เป็นปัจจัยเร่งให้เกิดชนชั้นกลางใหม่ในเมืองใหญ่ จากเดิมที่ประชากรส่วนใหญ่จบเพียงชั้นประถมศึกษา หรือไม่ได้จบการศึกษา ปัจจุบันเยาวชนกว่าร้อยละ 70 ได้รับการศึกษาถึงชั้นมัธยมศึกษา สามารถหางานที่ใช้ความสามารถสูงขึ้น อ่านออกเขียนได้ไม่ใช่เพียงภาษาแม่ แต่ยังรวมถึงภาษาที่สองและภาษาที่สาม ซึ่งอาจเป็นทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาจีน ภาษาเวียดนาม หรือภาษาไทย ทำให้ชนชั้นกลางใหม่เหล่านี้มีศักยภาพในการทำงานกับองค์การข้ามชาติหรือเดินทางไปแสวงหางานในประชาคมอาเซียนได้

Mekong-Subregion-GMS7.jpg

สิ่งที่ทำให้ชนชั้นกลางใหม่ของประเทศอินโดจีนเหล่านี้แตกต่างจากชนชั้นกลางในประเทศที่พัฒนามาก่อนแล้ว คือช่วงวัยเจริญพันธุ์และการสมรส ในลาว กัมพูชา และเวียดนาม ไม่เป็นเรื่องแปลกที่จะพบว่าหนุ่มสาวคบหากันตั้งแต่ยังศึกษาชั้นมัธยมปลาย เมื่อจบการศึกษาก็จะสมรสกันทันที และมีบุตรหลังสมรสไม่นาน ต่างจากประเทศตะวันตก ญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งประเทศไทย ที่หนุ่มสาววัยทำงานทิ้งระยะห่างยาวนานหลังสำเร็จการศึกษาก่อนที่จะสมรสและมีบุตร ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าจำนวนประชากรของประเทศเหล่านี้ยังต่ำเมื่อเทียบกับขนาดพื้นที่และทรัพยากรของประเทศ การอยู่เป็นครอบครัวขยายทำให้ปู่ย่าตายายยังสามารถเลี้ยงดูสมาชิกครอบครัววัยเด็กแทนพ่อแม่ที่ออกไปทำงานได้ แนวโน้มนี้ทำให้ตลาดสินค้าเพื่อเด็กขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพราะเด็กที่เกิดในครอบครัวจะได้รับการดูแลเอาใจใส่ เนื่องจากมีกำลังซื้อจากผู้อาวุโสในครอบครัวอย่างเต็มที่

Mekong-Subregion-GMS5.jpg

การเปิดห้างสรรพสินค้าใหม่ในนครหลวงต่างๆ เช่น เวียงจันทน์เซ็นเตอร์ อิออน มอลล์ พนมเปญ และโฮจิมินห์ซิตี้ เป็นหลักหมุดที่ชี้วัดว่ากำลังซื้อของชนชั้นกลางยุคใหม่เกิดขึ้นเพียงพอที่จะบริโภคสินค้าแบรนด์ชั้นนำ หรือใช้บริการระดับดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโรงภาพยนตร์หรือการละเล่นต่างๆ ในประเทศของตนเอง ไม่ใช่แค่เพียงการข้ามแดนไปซื้อสินค้าหรือรับบริการจากไทยเหมือนแต่ก่อน นักธุรกิจที่มองเห็นโอกาสนี้จึงเร่งรีบเข้ามาเพื่อให้เข้าถึงพวกเขาได้ก่อนใคร

                                          เค้กก้อนใหญ่ที่กำลังถูกแบ่ง
ประชากรจำนวนกว่า 230 ล้านคนในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง (ไม่รวมจีนตอนใต้) ที่กำลังเติบโตเป็นชนชั้นกลางใหม่กลายเป็นเป้าหมายสำคัญในการทำตลาดของประเทศต่างๆ ที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติที่ยังบริสุทธิ์และไม่ถูกสำรวจเนื่องจากภาวะสงครามกลางเมือง ไม่ว่าจะเป็นเหมืองทองคำ อัญมณี เหมืองทองแดง แร่เหล็ก ดีบุก และป่าไม้ในลาวและพม่า แหล่งปิโตรเลียมในเขตชายฝั่งของกัมพูชาและเวียดนาม รัฐบาลนานาชาติใช้ความช่วยเหลือในกิจการต่างๆ เพื่อแลกกับการรับสัมปทาน โดยผู้เล่นใหญ่ในการแบ่งเค้กครั้งนี้มีจีนแผ่นดินใหญ่เป็นหัวหอกสำคัญ ตามด้วยไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และยุโรป ส่วนไทยและเวียดนามซึ่งเป็นเจ้าถิ่นต่างก็ช่วงชิงโอกาส โดยอาศัยความใกล้ชิดจากการเป็นเพื่อนบ้านและความสะดวกในการขนส่งเป็นข้อได้เปรียบ

Mekong-Subregion-GMS8.jpg

สาธารณรัฐประชาชนจีนอาศัยความใกล้ชิดที่มีพรมแดนติดกันและเป็นส่วนหนึ่งของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาและการรับสัมปทานโครงการต่างๆ โดยแลกกับเงินอุดหนุนและการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ  ทั้งทางหลวงใหม่ อาคารสำนักงานของรัฐ และระบบไฟฟ้า โดยตั้งแต่ปี 2008 จีนแผ่นดินใหญ่กลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลอย่างยิ่งต่อกระแสการพัฒนาประเทศลุ่มน้ำโขง โครงการก่อสร้างต่างๆ เกินกว่าครึ่งล้วนอยู่ในความดูแลของบริษัทก่อสร้างจากจีน โดยสิ่งที่บริษัทจีนที่ได้รับสัมปทานเหล่านั้นนำมาด้วยไม่ใช่แค่ทุน แต่ยังรวมถึงแรงงานและวัสดุอุปกรณ์จากจีนด้วย ทำให้ประเทศผู้ให้สัมปทานได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่เสียไปในรูปแบบเงินกู้ หลายครั้งยังเกิดเหตุบริษัทจีนละทิ้งงานหรือก่อมลภาวะในพื้นที่โดยไม่มีการเยียวยาให้แก่ประชาชน เช่น การทิ้งสารพิษลงในเหมืองทองแดงที่เซโปนของลาวในปี 2013

เวียดนามและไทยมีขนาดเศรษฐกิจและองค์กรเอกชนที่แข็งแกร่ง สามารถเข้ามารับงานพัฒนาได้ทั้งในประเทศของตนและประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตาม ประชาชนและฝ่ายการเมืองบางส่วนในลาวและกัมพูชาหวาดระแวงว่าเวียดนามจะเข้ามากลืนชาติของพวกเขา  ขณะที่ไทยก็ไม่ได้รับความน่าเชื่อถือเพียงพอจากภาวะทางการเมืองที่วุ่นวายและเอาแน่เอานอนไม่ได้มาตลอดเกือบสิบปี การลงทุนจากเวียดนามมักจะทับซ้อนและขบเหลี่ยมกันกับการลงทุนของจีน ไม่ว่าจะเป็นการรับสัมปทานป่าไม้ เหมืองแร่ หรือการก่อสร้าง แต่ไทยนั้นแตกต่างออกไป โดยการลงทุนใหญ่ของไทยมาจากการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้า ห้างสรรพสินค้า โรงแรม เช่น บริษัทกลุ่มเซ็นทรัล (Central Group)  ที่เข้าไปลงทุนในเวียดนาม หรือสถานบันเทิงอย่างเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ที่ร่วมทุนทำโรงภาพยนตร์ในเวียงจันทน์และพนมเปญ

Mekong-Subregion-GMS6.jpg

ช่องว่างจากความไม่ไว้ใจจีน เวียดนาม และไทย เป็นจุดที่ญี่ปุ่นเข้ามาชดเชยและแทรกแซง ภาพลักษณ์ของญี่ปุ่นมีความน่าเชื่อถือและไว้ใจได้สูง อาศัยอำนาจอ่อน (Soft Power) ทางวัฒนธรรมเพื่อเข้ามามีบทบาท ญี่ปุ่นนำเสนอการรุกทางวัฒนธรรมอย่างเข้มข้นด้วยการให้ทุนศึกษาดูงานแก่เยาวชน ส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนภาษาญี่ปุ่น สร้างศูนย์ภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่นตามมหาวิทยาลัย และนำวัฒนธรรมร่วมสมัย อย่างเกม การ์ตูน คอสเพลย์ เพลงเจ-ป๊อปและเจ-ร็อก มาสร้างทัศนคติที่ดีต่อเยาวชนซึ่งส่งผลถึงครอบครัวด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กและวัยรุ่นที่มีเวลาว่างและเงินมากพอจะสนใจวัฒนธรรมเหล่านี้ ซึ่งเป็นทายาทของผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองในวงสังคมรุ่นใหม่ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนและวางแผนโครงสร้างต่างๆ แบบให้เปล่า เช่น การวางระบบรถเมล์ในนครหลวงเวียงจันทน์ สนับสนุนทุนขยายสนามบินวัดไต การสร้างสะพาน “สึบาสะ” ข้ามแม่น้ำโขงใกล้กรุงพนมเปญ เป็นต้น โดยญี่ปุ่นได้ยึดพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษต่างๆ เป็นฐานการผลิตใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากการประท้วงของจีนในกรณีความขัดแย้งทางการเมืองและประวัติศาสตร์ด้วย

ออสเตรเลียเป็นอีกหนึ่งประเทศที่คนทั่วไปไม่คิดว่าจะมีบทบาทต่ออนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง แต่กลับเข้ามามีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้ง การสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งแรกได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลออสเตรเลีย เพื่อจุดประสงค์แฝงคือการรับสัมปทานแร่ทองแดงในลาวและขนส่งผ่านประเทศไทย ออสเตรเลียมีความเชี่ยวชาญด้านเหมืองแร่สูงและทรัพยากรแร่ธาตุในลาวและเวียดนามยังเหลืออยู่มาก รวมถึงในปี 2014 ออสเตรเลียได้จ่ายเงินให้กับรัฐบาลกัมพูชามากกว่า 31 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อตอบแทนการดูผู้อพยพหนีเข้าเมือง ซึ่งได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง

Mekong-Subregion-GMS10.jpg

                                  การขนส่งและเดินทางรูปแบบใหม่
ความสำคัญของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงที่ทำให้นานาชาติสนใจอีกข้อหนึ่ง คือการเป็นจุดกึ่งกลางระหว่างสองอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่อย่างจีนและอินเดีย เป็นจุดที่พักระหว่างทางของการขนส่งทางเรือจากซีกโลกตะวันตกมายังตะวันออก และเป็นทางออกทะเลของจีนตอนใต้และตะวันตกส่วนใน มุมมองการพัฒนาด้านการขนส่งคมนาคมทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงจึงน่าสนใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าด้านอื่นๆ

การวางโครงข่ายรถไฟจากตะวันตกคือพม่าไปยังตะวันออกคือเวียดนาม และจากทางเหนือคือจีนลงมาสู่สิงคโปร์ในตอนใต้ เป็นแผนที่มีมายาวนานตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 แต่ด้วยปัจจัยทางการเมืองและภูมิศาสตร์ที่ต้องผ่านประเทศและเทือกเขามากมาย ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ จนมาถึงปัจจุบันที่แนวคิด East-West Corridor และ North-South Corridor ได้ถูกปัดฝุ่นขึ้นอีกครั้งจากความร่วมมือของประชาคมอาเซียนในภาคพื้นทวีป ที่จะประสานการเดินทาง หลากรูปแบบเข้าด้วยกันให้เป็นหนึ่ง ช่วยให้การขนส่งสินค้าและผู้คนสะดวกยิ่งขึ้นทั้งจากทางเหนือ-ใต้และตะวันออก-ตะวันตก ลดเวลาและค่าใช้จ่าย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความคุ้มค่าให้แก่ทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ

Mekong-Subregion-GMS11.jpg

จีนเป็นหัวเรือใหญ่ในการสนับสนุนแนวคิดนี้ โดยเสนอให้ทำรถไฟเชื่อมต่อกันจากโครงข่ายรถไฟจีนที่คุนหมิงจรดสิงคโปร์ ทั้งนี้การเสนอโครงการมีมาตั้งแต่ปี 2011 หากแต่ความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทยซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของโครงข่าย ทำให้ความหวังนี้ต้องเลื่อนออกไปโดยไม่มีกำหนด เช่นเดียวกันกับแนวทางหลวงขนาดใหญ่หรือมอเตอร์เวย์ที่จะเชื่อมท่าเรือทวายของพม่าเข้ากับท่าเรือดานังของเวียดนาม ก็หยุดชะงักอยู่ที่ส่วนของประเทศไทยเช่นกัน

การเดินทางทางอากาศนั้นได้ทวีความสำคัญมากขึ้นในภูมิภาค นับตั้งแต่การกำเนิดของสายการบินต้นทุนต่ำ นำโดยสายการบินแอร์เอเชียของมาเลเซีย ผู้คนจึงไปมาหาสู่กันและท่องเที่ยวด้วยเครื่องบินมากขึ้น แต่ละประเทศขยายสนามบินทั้งสนามบินนานาชาติหลักและสนามบินในหัวเมืองรอง จำนวนผู้โดยสารในแต่ละปีของชาติต่างๆ ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 8 มีสายการบินใหม่เกิดขึ้นและแข่งขันกันมากมายเพื่อให้บริการภายในภูมิภาคและข้ามภูมิภาค ทั้งลาวเซ็นทรัลแอร์ไลน์ แอร์บากัน เวียดเจ็ทแอร์ นกแอร์ อังกอร์แอร์ เจ้าตลาดเดิมอย่างการบินไทยและเวียดนามแอร์ไลน์จึงต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

                                พญามังกร พญาคชสาร และพญาอินทรี
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นจุดบรรจบกันระหว่างมหาอำนาจหลักของโลก คือจีนในทางเหนือ และอเมริกาซึ่งมีกองเรือแปซิฟิกที่ 7 รวมถึงอำนาจทางเศรษฐกิจมหาศาลครอบงำอยู่ ในทางตะวันตก อินเดียที่ตื่นขึ้นจากการหลับใหลได้รุกเข้าหาและสร้างสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ ในลุ่มน้ำโขงในฐานะเพื่อนบ้านใกล้เคียง การรักษาสมดุลในความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจเหล่านี้เป็นเรื่องไม่ง่ายที่รัฐบาลประเทศต่างๆ จะต้องรับมือ

จีนใช้อำนาจทางเศรษฐกิจและการลงทุนเข้ามาพร้อมกับแนวนโยบายรุกลงใต้ เพื่อลดทอนอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาในทะเลจีนใต้ รัฐบาลเวียดนามต้องเผชิญหน้ากับจีนโดยตรงในปัญหาเรื่องหมู่เกาะสแปรตลีย์และพาราเซล (ซีซาและหนานซาในมุมมองของจีน, เจืองซาและเฮืองซาในมุมมองของเวียดนาม) ซึ่งสนธิสัญญาป้องกันร่วมทำให้ลาวและกัมพูชาต้องสนับสนุนเวียดนามในการเจรจาและปะทะกับจีนไปด้วย สหรัฐอเมริกาจึงใช้ช่องว่างนี้เข้ามาพยายามประสานรอยร้าวที่เกิดขึ้นจากสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์ในอดีต เพื่อต่อต้านและปิดล้อมอิทธิพลของจีนในมหาสมุทรแปซิฟิก ไม่ให้คุกคามชาติพันธมิตรของสหรัฐอเมริกาอย่างฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น

ทั้งจีนและสหรัฐอเมริกาจึงต้องหันไปหาอินเดียในฐานะชาติมหาอำนาจทางประชากรและเทคโนโลยี ขณะเดียวกัน ชาติในลุ่มน้ำโขงซึ่งมีอาณาเขตติดกับจีนโดยตรงต้องรักษาสมดุลระหว่างมหาอำนาจทั้งสามไว้ให้มั่นคง เคารพในสิทธิของแต่ละฝ่าย โดยไม่ทำให้ประเทศชาติต้องเสียจุดยืนและผลประโยชน์ไปพร้อมๆ กัน

Mekong-Subregion-GMS9.jpg

                              ในโอกาสมีอุปสรรค ในอุปสรรคมีโอกาส
แม้ว่าอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงจะเพิ่งอยู่ที่จุดเริ่มต้นของการพัฒนา แต่ก็ยังมีศักยภาพมากมายรอให้เราค้นหา ธุรกิจที่มองเห็นโอกาสจะเข้าถึงอนุภูมิภาคนี้ได้ก่อน และพัฒนาเครือข่าย สร้างความเชื่อถือ ลงหลักปักฐาน และกวาดส่วนแบ่งตลาดไปได้ก่อนใคร ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนอย่างยิ่งคือกลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ซึ่งผู้ที่เดินทางไปทั่วภูมิภาคนี้มักพบป้ายของผลิตภัณฑ์อาหาร CP ในสักแห่งของเมืองที่เดินทางไปถึง

CP ใช้จุดแข็งของความเป็นไทยที่ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคให้การยอมรับ คือด้าน “อาหาร” และ “คุณภาพสินค้า” เพื่อเข้าไปทดแทนระบบการผลิตอาหารแบบดั้งเดิมด้วยระบบการเลี้ยงสัตว์และปลูกพืชแบบพันธสัญญา มีการควบคุมคุณภาพและราคาอย่างเป็นระบบ รักษาความสะอาดและดูทันสมัยในหีบห่อบรรจุเสร็จพร้อมปรุงหรือรับประทาน ตอบโจทย์ชนชั้นกลางใหม่ในประเทศลุ่มน้ำโขงที่ต้องการของดีมีคุณภาพ บริโภคได้ทันที ดูทันสมัย มากกว่าการบริโภคแบบดั้งเดิม

ไทยแอร์เอเชียเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่เข้าถึงตลาดในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงได้สำเร็จเป็น ทำให้การเดินทางทางอากาศเป็นเรื่องง่ายดาย เชื่อมต่อเมืองใหญ่ในภูมิภาคและเมืองท่องเที่ยวต่างๆ จากกรุงเทพมหานคร ทั้งย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ พนมเปญ เสียมเรียบ ฮานอย โฮจิมินห์ซิตี้ หรือนครหลวงเวียงจันทน์ผ่านจังหวัดอุดรธานีได้รวดเร็วในราคาประหยัด ผู้โดยสารสามารถเข้าถึงและจัดการทุกอย่างได้ด้วยตนเองผ่านระบบอินเทอร์เน็ต เหมาะกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีและจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองโดยไม่ต้องผ่านเอเยนต์หรือตัวแทน ให้ภาพลักษณ์เป็นสากล หากแต่ยังรักษาไว้ซึ่งความเป็นกันเองและเป็นมิตรในแบบชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างเต็มเปี่ยม

เมื่อไม่นานมานี้ เซอร์ริชาร์ด แบรนสัน ผู้ก่อตั้งเวอร์จินกรุ๊ปได้เดินทางมายังประเทศไทยและเวียดนาม และเข้าร่วมปาฐกถาในงานสัมมนาธุรกิจ Start-Up ที่ชื่อว่า Move Vietnam เซอร์ริชาร์ดได้ทวีตถึงความประทับใจในงานนี้ว่า “ไม่เคยเจออีเวนต์ที่เต็มไปด้วยผู้ประกอบการหนุ่มสาว (Young Entrepreneur) มากมาย และเต็มไปด้วยพลังมากขนาดนี้มาก่อน”

ศักยภาพและโอกาสของประเทศในลุ่มน้ำโขงยังมีอีกล้นเหลือ แม้จะมีอุปสรรคท้าทายให้ก้าวข้าม อยู่ที่ใครจะมองเห็นแล้วก้าวไปคว้ามาไว้ในมือ